ทุกคนล้วนมีกลิ่นตัวด้วยกันทั้งนั้นซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ปัญหากลิ่นตัวแรงจึงทำให้เรารู้สึกมีปมด้อย หมดความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังสร้างความน่ารังเกียจแก่ผู้ใกล้ชิดไม่น้อย แหล่งกำเนิดกลิ่นอยู่บนร่างกายมีด้วยกันหลายจุด เช่น รักแร้ ศีรษะ อวัยวะเพศ เท้า ผิวหนังที่อับชื้น เป็นต้น

ปัญหากลิ่นตัวและกลิ่นรักแร้

กลิ่นตัวแรงทำให้รู้สึกมีปมด้อย หมดความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังสร้างความน่ารังเกียจแก่ผู้ใกล้ชิดไม่น้อย แหล่งกำเนิดกลิ่นอยู่บนร่างกายด้วยกันหลายจุด เช่น รักแร้ ศีรษะ อวัยวะเพศ เท้า ผิวหนังที่อับชื้น เป็นต้น

สารที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายของร่างกายแต่ละจุดเป็นสารเคมีที่แตกต่างกัน จึงทำให้กลิ่นตัวแต่ละตำแหน่งของร่างกายแตกต่างกันไปด้วย เช่นเดียวกับกลิ่นที่เกิดจากสสารที่ขับออกมาทางเหงื่อ จะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป กลิ่นอันหลากหลายบนเรือนกายของแต่ละคนเมื่อรวมกันแล้วก็จะทำให้คนแต่ละคนมีกลิ่นกายเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน คนในภูมิอากาศร้อนชื้น หรือผู้ที่มีสุขอนามัยไม่ดีพอ เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังจะเจริญได้ดี และมีจำนวนมากถึงทำให้กลิ่นตัวรนแรงขึ้น คนแต่ละคนมีกลิ่นตัวเฉพาะ แต่คนเรามีประสาทจมูกไม่ไวจังแยกไม่ค่อยออก แต่สัตว์บางชนิด เช่น สุนัข ซึ่งมีประสาทจมูกดีมากจนช่วยแยกกลิ่นเจ้าของออกจากลิ่นตัวคนอื่นได้

บริเวณที่มักเกิดปัญหากลิ่นแรง คือ หนังศีรษะ ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังเจริญได้ดี พวกแบคทีเรียต่างๆ มักจะเกาะอยู่บนไขมันที่ผิวหนังขับหลั่งออกมา จนเกิดเป็นกลิ่นผมหรือกลิ่นขี้หัว นอกจากนี้ผมยังมีคุณสมบัติในการเก็บและกระจายกลิ่นอีกด้วย อีกที่หนึ่งคือ รักแร้ ซึ่งมีขนงอกในวัยรุ่น กลิ่นรักแร้เริ่มแรงมากขึ้นเมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่น แม้จะทำการอาบน้ำ ทาแป้ง หรือใช้โรลออนดับกลิ่นแล้ว บางคนก็ยังมีกลิ่นตัวอยู่ให้เป็นปัญหา ในเด็กผู้หญิงกลิ่นรักแร้ก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงการมีรอบเดือนด้วย

กลิ่นตัวในคนผิวดำจะรุนแรงกว่าคนผิวขาว ซึ่งเกิดจากมีต่อมกลิ่นขนาดใหญ่และผลิตไขมันมาก นอกจากกลิ่นตัวจะมีสาเหตุจากธรรมชาติของร่างกายทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คนเรามีกลิ่นตัว ซึ่งบางปัจจัยก็อาจหลีกเลี่ยงได้

    ๑. สภาพอากาศในฤดูร้อน หรือภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยสลายเหงื่อที่หลั่งจากต่อมอะโปไครน์ ไขมันจากต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังได้เร็วขึ้น จึงทำให้กลิ่นตัวเกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงขึ้น

    ๒. ใส่เสื้อผ้าสวมสบาย ทำจากผ้าฝ้าย ลินิน หรือผ้าไหม ซึ่งทำจากเส้นใยธรรมชาติจะช่วยระบายเหงื่อได้ดี แต่ฝ้าใบสังเคราะห์จะทำให้เหงื่อระบายช้า ขัดขวางการทำงานตามกติของผิวหนัง และยังรบกวนระบบไหลเวียนของออกซิเจน ผิวหนังจึงมีความอับชื้นทำให้ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังเพิ่มขึ้น และเกิดกลิ่นตัวง่ายขึ้น

    ๓. ระวังคราบเหงื่อที่ถูกทิ้งไว้บนเสื้อผ้า ดังนั้นเสื้อผ้าต้องสะอาด ผ่านการซักล้างและตากให้แห้งสนิท ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กางเกง เสื้อชั้นใน เสื้อกล้าม ถุงเท้า ถุงน่อง เป็นต้น สำหรับการกำจัดกลิ่นด้วยผงซักฟอกยังไม่ออก ให้ลองแช่ในน้ำเกลืออุ่นอย่างน้อย ๑ ชั่วโมง โดยใช้เกลือ ๓ ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำประมาณ ๑ ลิตร

    ๔. อารมณ์เครียด โกรธ ตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อมเอ็กไครน์ใต้รักแร้ หน้าผาก และฝ่ามือ หลั่งเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียที่ผิวหนังจึงมีจำนวนมากขึ้น จึงมีการย่อยสบายเหงื่อให้มีกลิ่นตัวไปโดยปริยาย

    ๕. อาหารหรือยาบางชนิด เช่น อาหารที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ และพืชประเภทถั่วหรือพวกหัวหอม กระเทียม เครื่องเทศ หรืออาหารเผ็ด ร้อน เค็มจัด หวานจัด เป็นต้น หรือรับประทานอาหารซ้ำๆ ไม่เป็นเวลา ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมากขึ้นด้วย

    ๖. โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคเกาต์ โรคทางสมอง โรคตับ โรคไต มะเร็ง หรือการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น โรคฮ่องกงฟุตที่เกิดจากเชื้อรา เป็นต้น ล้วนเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นที่เท้า

    ๗. ภาวะผิดปกติของระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบเผาผลาญอาหารบางชนิด ระบบย่อยของเอนไซม์ เป็นต้น ร่างกายจะสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นและขับออกมาทางเหงื่อ

    ๘. ยาบางชนิดก็เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวได้ เช่น การใช้ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ benzoyl peroxide ผสมอยู่บ่อยๆ ก็อาจทำให้มีกลิ่นตัวได้